
การกลับมาของ อุดม แต้พานิช ใน เดี่ยว สติล อะไลฟ์ ไม่ใช่การคืนเวทีแบบคนหายไปนานแล้วอยากเรียกเสียงปรบมือ แต่คือการขึ้นเวทีของคนที่ยัง “อยู่รอด” และยังมีเรื่องในชีวิตให้ขุดมาเล่าแบบไม่ปิดบัง ไมค์หนึ่งอัน เวทีเรียบ ๆ และน้ำเสียงที่ไม่ได้พยายามทำให้ดูดี คืออาวุธหลักของโชว์ชุดนี้ อุดมไม่ได้ตั้งใจจะเป็นคนตลกที่สุดในห้อง แต่เลือกเป็นคนจริงที่สุดบนเวที และปล่อยให้ความจริงนั้นทำหน้าที่ของมันเอง
ดูเดี่ยว สติล อะไลฟ์ – Deaw Still Alive
เนื้อหาหลักของโชว์พาคนดูดำดิ่งไปกับประสบการณ์ “สายมู” ในแบบที่ไม่ใช่ความเชื่อสวยงามหรือไวรัลน่ารัก แต่เป็นความหวังของคนที่ชีวิตพาไปจนมุม ตั้งแต่การบนบานศาลกล่าว ไปจนถึงพิธีกรรมสายดำ ความเชื่อแปลกประหลาด และความพยายามควบคุมสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ อุดมเล่าเรื่องเหล่านี้ด้วยน้ำเสียงกึ่งขำกึ่งจนใจ ทำให้คนดูหัวเราะไปพร้อมกับการยอมรับความจริงว่า ในบางช่วงชีวิต เราเองก็เคย “พึ่งสิ่งที่อธิบายไม่ได้” ไม่ต่างกัน
อีกช่วงที่โดดเด่นคือเรื่องราวระหว่างการใช้ชีวิตในเกาหลี ซึ่งถูกถ่ายทอดออกมาอย่างตรงไปตรงมา ทั้งความงง ความฮา และความเจ็บปวดที่ไม่ถูกขัดเกลาให้ดูเท่ อุดมไม่พยายามเล่าให้ตัวเองดูเป็นผู้ชนะ แต่ยอมให้ตัวเองดูเป็นคนหลงทาง เป็นคนนอก เป็นคนที่พลาดและเฟลอยู่หลายครั้ง จังหวะตลกในโชว์จึงไม่ได้มาจากมุกแพรวพราว แต่มาจากความจริงที่มันตลกร้ายในตัวของมันเอง
สิ่งที่ทำให้ เดี่ยว สติล อะไลฟ์ ต่างจากเดี่ยวหลายชุดก่อนหน้า คือโทนที่ “เปลือย” มากขึ้น ทั้งทางความคิดและอารมณ์ อุดมพาคนดูตั้งคำถามกับชีวิต ความเชื่อ ความกลัว และความเป็นมนุษย์ โดยไม่ชี้นำว่าคำตอบคืออะไร เขาแค่เล่าว่าเคยคิด เคยเชื่อ และเคยพังแบบไหน แล้วปล่อยให้คนดูหัวเราะทั้งที่บางช่วงอาจกำลังสะท้อนใจตัวเองอยู่เงียบ ๆ
โดยรวมแล้ว เดี่ยว สติล อะไลฟ์ ไม่ใช่โชว์ที่ตั้งใจจะทำให้คนดูหัวเราะดังที่สุดตลอดเวลา แต่เป็นสแตนด์อัพที่หัวเราะแล้ว “รู้สึกอะไรบางอย่าง” ตามมา มันคือการเปิดไดออรี่ชีวิตของชายคนหนึ่งที่ยอมเอาความพัง ความหลง ความเชื่อ และความเฟล มาย่อยให้กลายเป็นเสียงหัวเราะบนเวที และยืนยันว่าเขายัง “สติล อะไลฟ์” อยู่จริง ๆ ทั้งในฐานะนักเล่าเรื่องและในฐานะมนุษย์คนหนึ่งบนโลกใบนี้